AuthorUfabet

About Ufabet

Here are my most recent posts

ความเป็นมาของกรีฑา 

กีฬา กรีฑา

กรีฑาถือได้ว่าเป็นกีฬาที่เก่าแก่ ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับมนุษย์ เนื่องจากในสมัยก่อนมนุษย์ต้องอาศัยการวิ่งในการอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเร็วเพื่อให้พ้นจากสัตว์ร้าย วิ่งไล่เพื่อจับสัตว์เอาไว้เป็นอาหาร ฯลฯ ซึ่งเมื่อเทียบกับปัจจุบัน ก็เปรียบเสมือนการวิ่งในประเภทต่าง ๆ  นอกจากการวิ่งแล้ว ในยุคก่อนยังมีการกระโดด การใช้อาวุธต่าง ๆ ซึ่งนั้นก็เป็นที่มาของกีฬากรีฑาหลากหลายประเภทนั่นเอง

ตามประวัติของกรีฑาเป็นที่เชื่อกันว่าชาวกรีกสมัยโบราณเป็นผู้ริเริ่มการแข่งขันกีฬาและกรีฑาเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 776 ปีก่อนคริสตกาล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมพลเมืองของกรีกให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมที่จะรับใช้ประเทศชาติได้อย่างเต็มที่ อีกเหตุผลหนึ่งคือชาวกรีกในสมัยโบราณนับถือเทพเจ้าอยู่หลายองค์ และเชื่อว่ามีเทพเจ้าสถิตอยู่บนเขาโอลิมปัสเทพ เจ้าทั้งหลายเป็นผู้บันดาลความสุขหรือความทุกข์ให้แก่ผู้นับถือคล้ายกับเป็นผู้ชี้ชะตาของ ชาวกรีก ดังนั้นชาวกรีกจึงพยายามที่จะประพฤติตนให้เป็นที่โปรดปราน ทำความเข้าใจและสนิทสนมกับเทพเจ้า เป็นเหตุให้มีพิธีบวงสรวงหรือทำพิธีกรรม ต่าง ๆ เมื่อเสร็จการบวงสรวงตามพิธีทางศาสนาแล้วจะต้องมีการเล่นกีฬาถวาย ณ ลานเชิงเขาโอลิมปัสแค้วนอีลิสเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองพระเกียรติของเทพเจ้า

การเล่นกีฬาที่บันทึกเป็นประวัติศาสตร์สืบต่อกันมา คือ การเล่นกีฬา 5 ประเภท ได้แก่ การวิ่งแข่ง การกระโดด มวยปล้ำ พุ่งแหลน และขว้างจักร โดยผู้เล่นแต่ละคนจะต้องเล่นให้ครบทั้ง 5 ประเภท สังเกตได้ว่านอกจากมวยปล้ำแล้วอีก 4 ประเภท เป็นการเล่นกรีฑาทั้งสิ้นการเล่นกีฬาดังกล่าวได้ดำเนินมาเป็นเวลา 1200 ปี จนกระทั่งกรีกเสื่อมอำนาจลงและตกอยู่ภายใต้ อำนาจของชาวโรมัน การกีฬาของกรีกก็เสื่อมลงตามลำดับ ในค.ศ. 393 จักรพรรดิธีโอดซีอุส แห่งโรมันมีคำสั่งให้ยกเลิกการ เล่นกีฬา ทั้ง 5 ประเภท เพราะเห็นว่าการแข่งขันในตอนปลายก่อนที่จะยกเลิกไปนั้น มีจุดมุ่งหมายต่างไปจากเดิม โดยที่ผู้เล่นและผู้ชมหวังสินจ้างรางวัล มีการพนันเพื่อเงินทอง ไม่ใช่เล่นกีฬาเพื่อสุขภาพอย่างที่เคยปฏิบัติกันมา เป็นอันว่าโอลิมปิกสมัยโบราณได้ยุติลงตั้งแต่นั้นมาเป็นระยะเวลานาน 15 ศตวรรษ เป็นผลให้การเล่นกีฬาต้องหยุดชะงัก ไปด้วย

จนกระทั่ง โอลิมปิกสมัยใหม่ ได้เริ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากโอลิมปิกสมัยโบราณยุติไป 15 ศตวรรษ ได้มีบุคคลสำคัญเป็นผู้ริเริ่มกีฬาโอลิมปิกให้กลับฟื้นคืนมาใหม่ท่านผู้นั้นคือ บารอน ปีแอร์เดอ คูแบร์แตง (BaronPierredeCoubertin) ชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ชักชวนบุคคลสำคัญ ของชาติ ต่าง ๆ ให้เข้าร่วมประชุม ตกลง เปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกสมัยปัจจุบันขึ้นใหม่ โดยจัดให้มีการแข่งขัน 4 ปี ต่อ 1 ครั้ง

ในข้อตกลงให้บรรจุการเล่นกรีฑาเป็นกีฬาหลักของการแข่งขัน เพื่อเป็นเกียรติและเป็นอนุสรณ์ แก่ชนชาติกรีกที่เป็นผู้ริเริ่ม จึงลงมติเห็นชอบโดยพร้อมเพรียงกันให้ประเทศกรีกจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเป็นประเทศแรก ใน ค.ศ. 1896 (พ.ศ. 2439) ณ กรุงเอเธนส์

กีฬากรีฑาแบ่งออกเป็นประเภท ดังนี้

  1. กรีฑาประเภทลู่

         กรีฑาประเภทลู่เป็นกรีฑาที่ต้องแข่งขันกันบนทางวิ่งหรือลู่วิ่งตลอดระยะทาง ใช้การวิ่งเป็นสำคัญตัดสินแพ้ชนะกันด้วยเวลาการแข่งขันที่นิยมกันทั่วไปมี ดังนี้

         1.1 ) การวิ่งระยะสั้น หมายถึง การวิ่งในระยะทางไม่เกิน 400 เมตร นับจากจุดเริ่มต้นจนถึงเส้นชัย ซึ่งจะต้องวิ่งในลู่ของตนเองตลอดระยะทาง โดยแบ่งระยะทางวิ่งออกเป็น 60, 80, 100, 200 และ 400 เมตร

         1.2) การวิ่งระยะกลาง หมายถึง การวิ่งในระยะทางตั้งแต่ 800 เมตรขึ้นไป แต่ไม่เกิน 1,500 เมตร

         1.3) การวิ่งระยะไกล หมายถึง การวิ่งในระยะทางมากกว่า 1,500 เมตรขึ้นไป และการวิ่งมาราธอน (42.195 เมตร )

         1.4) การวิ่งผลัด หมายถึง การแข่งขันที่แบ่งเป็นชุด ๆ แต่ละชุดมีจำนวนผู้แข่งขันเท่า ๆ กัน มีดังนี้…

         การวิ่งผลัดระยะทางเท่ากัน หมายถึง ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนในชุดเดียวกันต้องวิ่งในระยะทางเท่ากัน เช่น 5 x 80, 8 x 50, 4 x100,4 x 200, 4 x 400 เมตร เป็นต้น

         การวิ่งผลัดต่างระยะ หมายถึง ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนในชุดเดียวกัน วิ่งในระยะทางไม่เท่ากัน เช่น 80 x 120 x 120 x 80 เมตร เป็นต้น

         1.5) การวิ่งข้ามรั้ว หมายถึง การวิ่งตามลู่วิ่งข้ามสิ่งกีดขวางความสูง และจำนวนรั้วที่ใช้แข่งขันในแต่ละประเภทแตกต่างกันไป เช่น วิ่งข้ามรั้ว 100 ,110,400 เมตร เป็นต้น

 

  1. กรีฑาประเภทลาน

         กรีฑาประเภทลาน เป็นกรีฑาที่ต้องแข่งขันกันในสนาม ตัดสินแพ้ชนะกันด้วยระยะทาง  อาจเป็นความไกลหรือความสูง โดยแบ่งประเภทการแข่งขัน ดังนี้

         2.1) ประเภทที่ตัดสินด้วยความไกล ได้แก่ กระโดดไกล เขย่งก้าวกระโดด ทุ่มลูกน้ำหนัก ขว้างค้อน ขว้างจักร และพุ่งแหลน

         2.2) ประเภทที่ตัดสินด้วยความสูง ได้แก่ กระโดดสูง และกระโดดค้ำ

 

  1. กรีฑาประเภทผสม

         กรีฑาประเภทผสมเป็นการแข่งขันที่นำกรีฑาประเภทลู่ และลานบางส่วนผสมกัน แบ่งประเภทการแข่งขัน ดังนี้

         3.1) ประเภทชาย มีกรีฑาประเภทผสมให้เลือกแข่งขันได้ 2 แบบ ดังนี้

ปัญจกรีฑา ประกอบด้วยการแข่งขัน 5 รายการ ทำการแข่งขันภายในวันเดียว ตามลำดับ คือ กระโดดไกล, พุ่งแหลน , วิ่ง 200 เมตร, ขว้างจักร และวิ่ง 1,500 เมตร

ทศกรีฑา ประกอบด้วยการแข่งขัน 10 รายการ ทำการแข่งขัน 2 วัน ติดต่อกันตามลำดับ ดังนี้

         วันที่หนึ่ง :  วิ่ง 100 เมตร กระโดดไกล ทุ่มลูกน้ำหนัก กระโดดสูง และวิ่ง 400 เมตร

         วันที่สอง :  วิ่งข้ามรั้ว 110 เมตร ขว้างจักร กระโดดค้ำ พุ่งแหลน และวิ่ง 1,500 เมตร

        3.2) ประเภทหญิง มีการแข่งขันเพียงแบบเดียว คือ สัตตกรีฑา ประกอบด้วยการแข่งขัน   7 รายการ ทำการแข่งขัน 2 วัน ติดต่อกันตามลำดับ ดังนี้

         วันที่หนึ่ง :  วิ่งข้ามรั้ว 100 เมตร, กระโดดสูง, ทุ่มลูกน้ำหนัก และวิ่ง 200 เมตร

         วันที่สอง :  กระโดดไกล, พุ่งแหลน และวิ่ง 800 เมตร

         สำหรับกรีฑาประเภทผสมนั้น ผู้ชนะ คือ ผู้ที่สามารถทำคะแนนสูงสุดในการแข่งขัน ถ้าไม่เข้าแข่งขันหรือไม่ทำการประลองแม้แต่ครั้งเดียวให้ถือว่าเลิกการแข่งขัน

ข้อดีของการออกกำลังกลางแจ้ง

กีฬา กลางแจ้ง

หนุ่มๆ สาวๆ หลายคนที่อยากจะลดความอ้วน แต่ก็อ้างโน่นอ้างนี่ เพื่อที่จะไม่ต้องออกกำลังกาย ไม่มีเวลาบ้างล่ะ ไม่ชอบบ้างล่ะ ทีนี่ถ้าหากว่าเรารู้ถึงประโยชน์ของการออกกำลังกายแล้วก้อาจจะหันมาอยากออกกำลังกายกันก็ได้นะคะ

การออกกำลังกายมีความสำคัญอย่างมาก หลายๆคนหันมารักสุภาพกันมากขึ้น วันนี้เราจะมาแนะนำกีฬากลางแจ้งว่ามีข้อดีอะไรบ้าง

1.ทำให้อารมณ์ดีขึ้น

      กีฬากลางแจ้งทำให้รู้สึกสนุกและเพลิดเพลินมากกว่าเมื่อเทียบกับการออกกำลังกายภายในห้องนั่งเล่น คุณจะรู้สึกมีความและความเครียดลงถ้าหากออกกำลังกายกลางแจ้ง แถมยังช่วยทำให้คุณรู้สึกคึกคักและอยากออกกำลังกายมากขึ้นกว่าตอนที่ออกกำลังกายในอยู่ในร่มซะอีก

2.เพิ่มวิตามินดีในร่างกาย

       กีฬากลางแจ้งเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ทำให้ได้รับวิตามินดี ซึ่งวิตามินดีนี่ล่ะที่ดีต่อหัวใจ กระดูก และระบบภูมิคุ้มกัน แถมยังช่วยควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่ดีต่อสุขภาพ และมันก็จำเป็นต่อสุขภาพโดยรวมของเราเลยล่ะ ทำไมจะต้องไปเสียเงินเพื่อซื้ออาหารเสริมวิตามินดีมารับประทานจริงไหมคะ ในเมื่อคุณสามารถจะเพลิดเพลินกับการออกกำลังพร้อม ๆ กับการได้รับวิตามินดีฟรี ๆ  จากแสงอาทิตย์

3.เพื่อระบบประสาทที่ดีขึ้น

       กีฬากลางแจ้งเป็นการกระตุ้นระบบประสาทภายในร่างกายเรา เพราะการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในออกกำลังกายกลางแจ้งจะช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่น ความแข็งแรงของร่างกาย อีกทั้งยังเป็นการปรับสมดุลภายในระบบประสาท ทำให้การตอบสนองต่าง ๆ ดีขึ้น ซึ่งอาการหลง ๆ ลืม ๆ ป้ำ ๆ เป๋อ ๆ สามารถลดลงได้เพียงแค่ออกไปวิ่งจ๊อกกิ้งนอกบ้านเท่านั้น

4.ควบคุมน้ำหนักตัวได้

       กีฬากลางแจ้งทำให้เรารู้สึกสนุกและเพลิดเพลินมากกว่าการออกกำลังกายในฟิตเนสที่จะทำให้คุณรู้สึกเบื่อหน่ายแถมยังทำให้คุณรู้สึกขี้เกียจได้ง่ายอีกด้วย การออกกำลังกายกลางแจ้งจะช่วยทำให้คุณรู้สึกอยากจะออกกำลังกายบ่อยขึ้น และเมื่อทำเป็นประจำสิ่งที่ได้ก็คือผลลัพธ์ที่แสนคุ้มค่านั่นก็คือน้ำหนักตัวที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งจะช่วยทำให้ความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ลดลง

5.มีสมาธิมากขึ้น

      การออกกำลังกายในร่มมักจะไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรนั่นก็เพราะมีอะไรหลายอย่างที่ดึงความสนใจและสมาธิของเราไปทำให้ประสิทธิภาพในการออกกำลังกายลดลง แต่การออกกำลังกายกลางแจ้งสามารถช่วยทำให้เราออกกำลังกายได้ดีและมีสมาธิมากขึ้น เนื่องจากมันไม่มีอะไรที่จะคอยดึงความสนใจของเราไปจากการออกกำลังกายที่ทำตรงหน้าได้

      แต่ทางที่ดีเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการออกกำลังกายกลางแจ้ง คุณไม่ควรจะพกอุปกรณ์สื่อสารใด ๆ ไปด้วยจะดีที่สุด หรือถ้าหากจำเป็นละก็ปิดเสียงเตือนแล้วเก็บใส่กระเป๋าเอาไว้เลยค่ะ

6.ช่วยต่อสู้กับภาวะซึมเศร้า

    กีฬา กลางแจ้ง เป็นวิธีที่ช่วยป้องกันภาวะซึมเศร้าที่ดีมากเลยล่ะ เพราะธรรมชาติจะช่วยสร้างเสริมอารมณ์ของคนเรา ทำให้รู้สึกดีและมีความสุขเพิ่มขึ้น จึงช่วยให้สุขภาพจิตโดยรวมดีขึ้นอีกด้วย

      ดังนั้นถ้าหากใครกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับความวิตกกังวลหรืออยู่ในภาวะซึมเศร้าละก็ ควรจะออกจากบ้านไปออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง ก็จะช่วยทำให้อาการทางจิตใจต่าง ๆ ดีขึ้น

7.ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

      การเพิ่มขึ้นของระดับวิตามินดีที่มาจากการออกกำลังกายกลางแจ้ง ช่วยทำให้สุขภาพหัวใจแข็งแรงขึ้น แถมช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้อีกด้วย แต่นอกเหนือจากการออกกำลังกายกลางแจ้งแล้วการที่จะมีสุขภาพหัวใจที่ดีได้ก็ต้องอาศัยการเลือกรับประทานอาหารที่ดีด้วย ดังนั้นถ้าอยากให้หัวใจแข็งแรง ก็หยุดกินขนมแล้วออกไปวิ่งกันเถอะ !

8.เจ็บป่วยน้อยลง

      การออกกำลังกายภายในยิมทำให้คุณรู้สึกอึดอัดและเหนอะหนะใช่ไหม ลองเปลี่ยนมาออกกำลังกายกลางแจ้งดูสิ การออกกำลังกายในยิมหรือฟิตเนสนอกจากจะทำให้รู้สึกอึดอัดแล้วยังอาจทำให้ป่วยได้ง่ายเพราะเนื่องจากอากาศที่ไม่ถ่ายเท แถมยังไม่รู้อีกว่าภายในยิมนั้นมีเชื้อโรคอะไรบ้างที่อาจจู่โจมสุขภาพของเรา ลองออกจากยิมมาแล้วมาออกกำลังกายกลางแจ้งรับรองว่าคุณจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเลยล่ะ

9.เผาผลาญแคลอรีมากขึ้น

      แม้ว่าในปัจจุบันจะมีอุปกรณ์ออกกำลังกายช่วยอำนวยความสะดวกให้เราไม่ต้องออกไปออกกำลังกายกลางแจ้ง แต่อุปกรณ์เหล่านั้นก็คงไม่สามารถทดแทนได้ เพราะการออกกำลังกายกลางแจ้งทำให้สามารถเผาผลาญแคลอรีได้เร็วขึ้น แถมยังช่วยทำให้รู้สึกเพลิดเพลินไปกับการออกกำลังกาย ถ้าหากคุณต้องการจะเผาผลาญแคลอรีให้มากขึ้นล่ะก็ลองลงจากอุปกรณ์ออกกำลังกายแล้วออกมาวิ่งนอกบ้านนะ รับรองว่าได้ผลดีกว่าออกกำลังกายในร่มเยอะเลย

10.ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย

ในขณะที่ออกกำลังกาย อุณหภูมิของร่างกายจะขึ้นสูงหลายองศา เป็นการช่วยฆ่าแบคทีเรีย ในขณะเดียวกันก็จะช่วยปลดปล่อยโปรตีนที่ช่วยต่อต้านแบคทีเรียเพิ่มเม็ดเลือดขาว สารพิษถูกระบายออกพร้อมกับเหงื่อ

11. ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน

การออกกำลังกายจะช่วยให้กล้ามเนื้อรัดตัว ดันให้ของเหลวไหลไปทางเดียวกัน การนั่งอย่างเดียวจะทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตหยุดนิ่ง

การออกกำลังกายไม่ว่าจะทำที่ไหนก็ได้ประโยชน์ทั้งนั้น การออกกำลังกายกลางแจ้ง ที่นอกจากจะได้สัมผัสกับอากาศสดชื่นและธรรมชาติรอบตัวแล้ว ก็ยังมีแต่ประโยชน์อีกมากมายที่ดีต่อสุขภาพ

กีฬา กระโดดสูง มีวิธีเล่นยังไง

กีฬา กระโดดสูง

การกระโดดสูง เป็นกรีฑาประเภทลานที่มีลักษณะของรูปแบบในการเคลื่อนไหวเพื่อกระโดดมากที่สุด จุดหมายของการวิ่งกระโดดสูงหรือการกระโดดสูง คือ การที่ผู้กระโดดวิ่งมาแล้วสามารถกระโดดขึ้นและลอยตัวข้ามไม้พาดที่อยู่สูงไปได้ โดยใช้ท่าที่เหมาะสมกับรูปร่าง ความถนัด และเป็นท่าที่ตนเองกระโดดได้สูงที่สุด ท่าทางที่ใช้ในการกระโดดสูงนี้มีหลายแบบซึ่งได้เปลี่ยนแปลง ปรับปรุง และวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ โดยการคิดค้นหาเทคนิคและท่าทางการกระโดดขึ้นมา เพื่อให้ผู้กระโดดทำสถิติการกระโดดสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับการเริ่มฝึกของนักเรียน ควรฝึกจากท่าง่าย ๆ ไปก่อน เพื่อให้รู้จักจังหวะการกระโดด รู้จักการสปริงตัวขึ้น รู้จักการลอยตัวในอากาศและการลงสู่พื้นได้อย่างปลอดภัย

กติกาในการแข่งขันเบื้องต้น

ผู้เข้าแข่งขันจะต้องกระโดดด้วยเท้าข้างเดียว ซึ่งในกรณีที่ทำผิดกติกา มีดังนี้

หลังจากกระโดดแล้วไม้พาดหล่นอันเกิดจากการกระทำของผู้กระโดด ไม่ได้กระโดดแต่ปล่อยให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายถูกพื้นรวมทั้งเบาะรองรับระหว่างเสากระโดดสูงทั้งสองหรือภายนอกเสาที่อยู่หลังขอบหน้าของเสา อย่างไรก็ตามเมื่อนักกรีฑากระโดดขึ้นไปแล้วเท้าไปถูกเบาะ ถ้าผู้ตัดสินเห็นว่าไม่มีการได้เปรียบให้ถือว่าการกระโดดครั้งนั้นมีผลสมบูรณ์

การกระโดดแบบ western form

การกำหนดก้าววิ่ง มุมของทางวิ่งประมาณ 45 องศากับไม้พาด จำนวนก้าว 8 ก้าว ระยะทางวิ่งประมาณ 37-41 ฟุต เมื่อวิ่งมาถึงจุด กระโดดต้องจดเท้าลงในลักษณะเตรียมสปริงตัว ในก้าวที่ 8 ให้ก้าวยาวกว่าปกติและเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย น้ำหนักตัวอยู่เหนือจุดกระโดด แล้วเหวี่ยงเท้าขวาขึ้นข้างบนและไปข้างหน้า แขนทั้งสองเหวี่ยงขึ้นข้างบนพร้อม ๆ กัน ปลายเท้าซ้ายเขย่งขึ้นเต็มที่ เมื่อตัวลอยขึ้นจากพื้นให้ดึง ขาซ้ายขึ้นสู่ระดับเหนือไม้พาด เท้าขวาเหยียดออก  แขนทั้งสองเหยียดไปข้างหน้า ลำตัวตะแคงลงทางด้านซ้ายขนานกับไม้พาด เมื่อลำตัวลอย สูงสุดให้ตวัดขาขวาลงลำตัวจะพลิกคว่ำ และข้ามไม้พาดไป ลงสู่พื้นด้วยเท้าซ้ายพร้อมกับมือทั้งสอง

การวิ่งกระโดดสูงท่า Fosbury Flop

การวิ่งก่อนกระโดด จะมีทางวิ่งประกอบด้วยส่วนที่เป็นทางตรงกับส่วนที่เป็นทางโค้ง ให้ส่วนที่วิ่งเป็นทางตรง 3-6 ก้าว ส่วนที่วิ่งเป็นทางโค้งอีก 4-5 ก้าว การวิ่งในทางตรงลำตัวต้องยืดตรงและเพิ่มความเร็วการวิ่ง เอนตัวเข้าทางโค้งวิ่งทาง โค้งขระหว่างณะที่วิ่งก่อนกระโดด ช่วงก้าวสุดท้ายให้สั้นกว่าปกติเล็กน้อย แล้วกระโดดอย่างรวดเร็ว เหวี่ยงขาให้ขาท่อนบนสูงขนานพื้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเหวี่ยงแขนทั้งสองขึ้นให้กำปั้นสูงในระดับศีรษะ เมื่อลอยตัวข้ามไม้พาด เหวี่ยงแขนซ้ายที่เป็นแขนนำข้ามไม้พาดไปก่อน และยกสะโพกขึ้นระหว่างที่กำลังผ่านไม้พาด เก็บคางชิดอกและเหยียดขาทั้งสองข้างขึ้น

เทคนิคในการวิ่งกระโดดสูง มีดังนี้

   1.1) การวิ่งกระโดดสูงแบบกรรไกรทางเฉียง การวิ่งกระโดดสูงแบบกรรไกรทางเฉียง มีขั้นตอนและเทคนิคต่าง ๆ ดังนี้

   1.1.1 การวิ่งก่อนการกระโดด ท่าตั้งต้นก่อนการวิ่งกระโดดสูง เพียงแต่ยืนตรงเตรียมพร้อมที่จุดเริ่มต้น หันหน้าไปยังทิศทางที่จะวิ่งไป เป็นมุมกับไม้พาดประมาณ 45 องศา ก่อนการวิ่งควรกำหนดที่หมายด้วยการหาระยะก้าวก่อนกระโดด เพื่อให้การจรดเท้าและการกระโดดขึ้นให้ได้ความสูงเหนือไม้พาดพอดี สมมุติว่าวิ่งเข้ากระโดดจำนวนก้าว 8 ก้าว ให้เท้าขวาเตะนำขึ้น จึงควรทำที่หมายไว้ตามทางที่วิ่ง 3 แห่ง แล้วออกวิ่งตามาจำนวนก้าวและความเร็ว ดังนี้

จากที่หมายที่1 ถึงที่หมายที่ 2 ควรวิ่งก้าวสั้น ๆ ด้วยปลายเท้าลักษณะโหย่ง ๆ ตัว ความเร็วประมาณครึ่งหนึ่ง ของความเร็วสูงสุด จำนวน 4 ก้าว จากที่หมายที่ 2 ถึงที่หมายที่ 3 วิ่งด้วยปลายเท้าก้าวยาว ๆ ความเร็วประมาณ 3 ใน 4 ของความเร็วสูงสุดจำนวน 4 ก้าว ที่หมายที่ 3 นี้จะอยู่ห่างจากไม้พาดประมาณ 1 ช่วงแขนของผู้กระโดด

       1.1.2 การกระโดดขึ้นจากพื้น เมื่อเท้าซ้ายวิ่งมาเหยียบที่หมายที่ ซึ่งเป็นจุดที่จะกระโดดขึ้นให้จรดด้วยส้นเท้าก่อนแล้วจึงผ่อนน้ำหนักตัวไปทางปลายเท้า เอนตัวมาข้างหลังทำมุมกับพื้นประมาณ 45 องศา เข่างอเล็กน้อย ตามองเหนือไม้พาด ก้าวสุดท้ายจะกระโดดขึ้นจะก้าวไม่ยาวเกินไป แต่ต้องก้าวเท้าเร็ว ทันทีที่ส้นเท้าซ้ายจรดพื้นเท้าขวาจะเตะนำขึ้นไปข้างหน้า พร้อมกับเหวี่ยงแขนทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะ และถ่ายน้ำหนักตัวไปสู่ปลายเท้าซ้ายถีบพื้นกระโดดขึ้นทันที

   1.1.3 การลอยตัวในอากาศ ขณะที่ลอยตัวขึ้นขาขวาจะเหยียบนำข้ามไม้พาดไปก่อน ลำตัวจะเอนไปข้างหลัง และแอ่นสะโพกขึ้นจนตัวนอนหงายขนานกับไม้พาด ไม่เงยหน้า แต่ก้มหน้าเก็บคางในช่วงเวลาติดต่อกันนี้ เท้าซ้ายจะเตะข้ามไม้พาดตามเท้าขวาไปตามลำดับ ขณะตัวอยู่เหนือไม้พาด จะมีลักษณะคล้ายนอนหงายหันหลังให้ไม้พาด โดยไม่เกร็งส่วนใดของร่างกาย

   1.1.4 การลงสู่พื้น เมื่อทุกส่วนของร่างกายผ่านพ้นไม้พาดไปแล้ว ให้กดเท้าที่เป็นเท้านำสู่พื้นโดยเร็ว แล้วกดเท้าตามสู่พื้นในท่ายืนย่อตัวลง ถ้ามีเบาะรองรับอาจจะปล่อยให้ตัวลงสู่พื้นในลักษณะนอนหงายก็ได้

   1.2) การวิ่งกระโดดสูงแบบฟอสบูรี ฟลอบ การวิ่งกระโดดสูง แบบฟอสบูรี ฟลอบเป็นท่าที่ใช้ในการแข่งขันมากที่สุดในปัจจุบันที่มีขั้นตอน ดังนี้

       1.2.1 การวิ่งก่อนกระโดด การวิ่งก่อนกระโดดจะมีทางวิ่งประกอบด้วยส่วนที่เป็นทางตรงกับส่วนที่เป็นทางโค้ง ให้วิ่งส่วนที่เป็นทางตรง 3 – 6 ก้าว และวิ่งส่วนที่เป็นทางโค้งอีก 4-5 ก้าว การวิ่งในทางตรง ลำตัวต้องยืดตรง แล้วเพิ่มความเร็วของการวิ่งด้วยการก้าวท้าวอย่างมีพลัง เอนตัวเข้าในโค้งระหว่างวิ่งทางโค้ง หัวไหล่ทางด้านในโค้งทางด้านในโค้งจะต่ำกว่าหัวไหล่ทางด้านนอกโค้ง แล้ววิ่งเร่งความเร็วอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งแรงขับไปที่ก้าวสุดท้ายของการวิ่ง

   1.2.2 การกระโดด ขณะที่วิ่งก่อนกระโดด ช่วงก้าวสุดท้ายให้สั้นกว่าปกติเล็กน้อยแล้วตบเท้ากระโดดอย่างรวดเร็วผสานกับ ความเร็วที่เร่งมา ปลายเท้าชี้ตรงไปยังจุดลงพื้น เท้าจะไม่ขนานกับไม้พาด แล้วเหวี่ยงขาอิสระท่อนบนให้สูงขนานกับพื้น อย่างรวดเร็ว และคงท่าทางนั้นไว้ (1)พร้อมกับเหวี่ยงแขนทั้งสองขึ้นให้กำปั้นสูงในระดับศีรษะ และคงท่าทางนั้นไว้ (2) ข้อต่อ ข้อเท้า เข่าและสะโพกเหยียดสุดตัว

   1.2.3 การลอยตัวข้ามไม้พาด เมื่อกระโดดขึ้นคงท่าทางของขาอิสระท่อนบนที่เหวี่ยงสูงขนานกับพื้น ขาข้างที่กระโดดเหยียบสุดตัว เหวี่ยงแขนซ้าย ซึ่งเป็นแขนข้ามไม้พาดไปก่อน แล้วแตะสะโพกขึ้นระหว่างช่วงที่สะโพกผ่านไม้พาด เมื่อสะโพกผ่านไม้พาดไปแล้ว ให้เก็บคางชิดหน้าอก และเหยียดขาทั้งสอง

   1.2.4 การลงสู่พื้น หลังจากผ่านข้ามไม้พาดแล้วลงเบาะด้วยแผ่นหลังทั้งหมด ประคองด้วยแขนทั้งสองข้าง ให้แยกเข่าออกจากกันเพื่อป้องกันขากระแทก

ประวัติและการเล่นกอล์ฟ

กีฬา กอล์ฟ

กีฬา กอล์ฟ คือกีฬาหรือเกมประเภทบอลชนิดหนึ่ง ซึ่งผู้เล่นใช้ไม้หลายชนิดตีลูกบอลให้ลงหลุม จากกฎของกอล์ฟ ระบุว่า “กีฬากอล์ฟประกอบด้วยการเล่นลูกใดลูกหนึ่งด้วยไม้กอล์ฟจากแท่นตั้งทีไปลงหลุมโดยการสโตรคหนึ่งครั้งหรือหลายครั้งต่อเนื่องกันตามกฎข้อบังคับ”  กอล์ฟเป็นหนึ่งในกีฬาประเภทบอลเพียงไม่กี่ชนิดที่ไม่มีอาณาเขตการเล่นที่แน่นอน (สนามกอล์ฟแต่ละแห่งสามารถมีรูปร่างและขนาดต่างกัน)

ต้นกำเนิดของกอล์ฟนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ระหว่างเนเธอร์แลนด์ สกอตแลนด์ และจีน โดยมีการเล่นกอล์ฟมาแล้วอย่างน้อยห้าศตวรรษในหมู่เกาะบริเตน กอล์ฟในรูปแบบปัจจุบันได้มีการเล่นในสกอตแลนด์ตั้งแต่พ.ศ. 2215

เป็นกีฬาอีกชนิดหนึ่งที่อยู่ในความนิยมระดับโลก ผู้เล่นจะมีไม้หลายอันเป็นชุด แต่จะต้องไม่เกิน 14 อัน ใช้ตีลูกเล็กๆ จบกันเป็นหลุมต่อเนื่องกันไป อาจจะ 9 หรือ 18 หลุมตามแต่กำหนด โดยนับการตีจำนวนครั้งน้อยที่สุดจะดีที่สุด สนามต่างๆ ที่ใช้เล่นได้รับการออกแบบมาให้มีระยะทาง อุปสรรคต่างๆ ในแต่ละหลุมเช่นอุปสรรคน้ำ บังเกอร์ทราย ต้นไม้ ความลาดเทของสนามและกรีน เป็นต้น เพื่อให้มีความยากง่ายและความท้าทายในการเล่น

เป็นที่ยอมรับกันว่ากีฬากอล์ฟหรือกีฬาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ได้เกิดขึ้นเป็นเวลาหลายร้อยปี แต่ยังไม่มีหลักฐานอ้างอิงได้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้ริเริ่มขึ้นเมื่อใด ได้มีการค้นคว้าหาจุดเริ่มต้นย้อนอดีตไปจนถึงยุคจักกรวรรดิ์โรมันซึ่งมีการเล่นเกมส์ที่เรียกว่า พากานิก้า (Paganica) บ้างก็อ้างว่ากีฬากอล์ฟพัฒนามาจากการเล่น ชูเดอมาล (Jeu de mail) ของชาวฝรั่งเศส หรือ โคลเวน (Kolven) ของชาวฮอลแลนด์ นอกจากนั้นก็ยังมีเกมส์อื่นๆ ซึ่งเล่นกันในหมู่ขุนนางอังกฤษ และจักรพรรดิ์โรมันเล่นในยามว่าง เป็นเกมส์ที่ยืนด้านข้าง ใช้ไม้ตีลูกที่มีเปลือกทำจากหนังวัวบางๆ เย็บติดกันและยัดไส่ด้วยขนห่าน และลูกที่ใช้ตีในบางเกมเป็นแกนไม้เนื้อแข็ง นำมาขัดเป็นก้อนกลมๆ และบางเกมในทวีปยุโรปสมัยก่อน เล่นกันเป็นทีมโดยฝ่ายหนึ่งตีลูกสามครั้งให้โดนเป้าตามระยะที่กำหนด ส่วนฝ่ายตรงข้ามต้องพยายามตีลูกหนึ่งครั้งกลับไปอยู่ในที่ที่เป็นอุปสรรค

เเนะนำอุปกรณ์กอล์ฟ

การนำอุปกรณ์ใดๆ เช่น ไม้กอล์ฟ และลูกกอล์ฟเข้าไปเล่น จะต้องเป็นตามกฎข้อบังคับที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนในหนังสือกฎข้อบังคับและมารยาท จำนวนไม้กอล์ฟที่นำมาใช้เล่นโดยไม่จำกัดว่าจะเป็นไม้หรือเหล็กเบอร์ใด จะต้องมีจำนวนไม่เกิน 14 อัน ไม้หรือเหล็กแต่ละเบอร์ใช้ตีตามระยะที่ต้องการแตกต่างกันไป

ไม้กอล์ฟที่ใช้เล่นส่วนใหญ่มีหัวไม้ (ปัจจุบันได้ผลิตออกมาหัวโลหะ) เบอร์ 1, 3, 4, 5 และ 7 เป็นต้น

ส่วนไม้ที่มีหัวเป็นเหล็กอาจใช้ตั้งแต่ เบอร์ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9 มีมุมองศาของหน้าเหล็ก และตีได้ตามระยะทางต่างกัน รวมไปถึงไม้เว็ดจ์ (wedge) เช่น พิชชิ่งเว็ดจ์และแซนด์เว็ดจ์ซึ่งใช้เล่นในสถานการณ์และทำเลที่ลูกอยู่แตกต่างกัน คือการเล่นลูกเข้าสู่กรีนระยะใกล้ หรือเล่นลูกบริเวณที่มีหญ้ายาวและในบ่อทราย เป็นต้น

การใช้อุปกรณ์เหล่านี้ จะมีกำหนดให้ไว้ตามระยะ หรือตามความใกล้ไกลของการตีลูก เช่น

หัวไม้ 1 ตีได้ไกลที่สุด

หัวไม้ 3 และ 5 ตีได้ลดหลั่นลงมา

เหล็ก 3 ตีได้ระยะ 170 หลา

เหล็ก 4 ตีได้ระยะ 160 หลา

เหล็ก 5 ตีได้ระยะ 150 หลา

เหล็ก 6 ตีได้ระยะ 140 หลา

เหล็ก 7 ตีได้ระยะ 130 หลา

เหล็ก 8 ตีได้ระยะ 120 หลา

เหล็ก 9 ตีได้ระยะ 110 หลา

เหล็ก 8 พิชชิ่งเว็ดจ์ ตีได้ระยะ 100 หลา

เหล็ก S แซนด์เว็ดจ์ ใช้ตีจากบ่อทราย ระยะไม่เกิน 80 หลา

แนะนำการดูกอล์ฟ

กีฬากอล์ฟเป็นกีฬาสากลที่ทั่วโลกนิยมเล่นกันอย่างแพร่หลายรวมถึงประเทศไทยซึ่งในปัจจุบันได้มีสนามกอล์ฟที่สวยงามและมีมาตรฐานเกิดขึ้นหลายแห่ง อีกทั้งยังได้มีผู้ที่ได้ให้ความสนใจ และหันมาเล่นกอล์ฟเพิ่มขึ้นทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกันกับในประเทศอื่นๆ กอล์ฟเป็นกีฬาที่เล่นในยามว่างเป็นกีฬาที่ยืนด้วนข้างแล้วใช้ไม้กอล์ฟตีลูกจากเขตตั้งทีต่อเนื่องกันไปจนกระทั่งลูกลงหลุม และจะต้องใช้เวลาเผื่อไว้ในการเล่นซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาตั้งแต่ 3-4 ชั่วโมงต่อการเล่นรอบตำนวน 18 หลุม หรืออาจจะใช้เวลาน้อยกว่านั้น หากต้องการโดยลดจำนวนหลุมที่เล่นลงไปเหลือ 9 หลุม

กีฬา e-sport คืออะไร

กีฬา e-sport

กีฬา e-sport คือการแข่งขัน วิดีโอเกมส์คอมพิวเตอร์ เกมส์เหล่านี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า เป็นกีฬาชนิดใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมทั่วโลก โดยส่วนประกอบหลักๆของ E-Sports ไม่ได้แตกต่างจากกีฬาประเภทอื่นๆ กล่าวคือ ประกอบไปด้วย นักกีฬา อุปกรณ์กีฬา(เมาส์,คีย์บอร์ด,หูฟัง ETC.) ซึ่งก็คือ คอมพ์พิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ชนิดต่างๆที่สนับสนุนการเล่นเกมส์ แผนการเล่น รวมถึงทักษะและการฝึกซ้อมอย่างทุ่มเท่ของนักกีฬา โดยในปัจจุบัน ได้มีทีมกีฬาและการ แข่งขัน E-Sports เกิดขึ้นมากมาย และมีรายการ major หรือรายการใหญ่สำหรับ E-Sports อย่างเช่น E-Sports world championship , World Cyber Games championship , SpecialForce World Championship และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งรายการเหล่านี้มีผู้เข้าร่วมการแข่งขันเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงเงินรางวัลสำหรับผู้ชนะก็มีมูลค่าสูงมากเช่นกัน

สำหรับในประเทศไทย กีฬา e-sport ก็ได้รับความนิยมสูงเช่นกัน เพราะเป็นกีฬาที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเพศ และอายุ ส่วนเกมที่นิยมเล่นกันอย่างกว้างขวางก็มีมากมายหลายเกม อาทิ DotA (โดต้า หรือ ดอทเอ, เกมแนววางแผนการรบ Real Time Strategy) Special Force (เกมแนวยิงปืินบุคคลที่ 1 First Person Shooting) Starcraft2 (เกมแนววางแผนการรบ Real Time Strategy) และอื่นๆตามแต่จะจัดการแข่งขันกันขึ้น โดยในแต่ละเกมก็จะมีการจัดการแข่งขัน (Tournament) ขึ้นมากมายในแต่ละปี รางวัลสำหรับผู้ชนะนั้นก็จะเป็นเงินสด มากน้อยขึ้นอยุ่กับผู้จัดรายการ ถ้า้เป็นรายการใหญ่ เงินรางวัลรวมก็จะมีมูลค่าหลายแสนบาท หรือถ้าเป็นรายการทั่วๆไป เรตของเงินรางวัลจะอยุ่ประมาณ 30,000 – 80,000 บาท จึงไม่น่าแปลกใจว่า ในปัจจุบันได้มีผู้เข้าแข่งขันกีฬา E-Sports เพิ่มขึ้นทุกวัน และยังทำให้เกิดการรวมกลุ่ม เพื่อตั้งเป็นทีมกีฬา E-Sports ลงแข่งขันอย่างจริงจังในหลายๆเกม

e-sport ได้รับการบรรจุให้เป็นการแข่งขันกีฬาชิงเหรียญอย่างเป็นทางการในเอเชียนเกมส์ 2022 โดยจะจัดขึ้นฐานะกีฬาสาธิตในเอเชียนเกมส์ 2018

ในประเทศไทยได้มีการคัดค้านการรับรองอีสปอร์ตเป็นกีฬา โดยเห็นว่าอีสปอร์ตยังไม่เหมาะสมกับสังคมไทยที่มีปัญหาการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะปัญหาเด็กและเยาวชนเสพติดเกม แต่ในวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทยได้เห็นชอบให้อีสปอร์ตเป็นชนิดกีฬา ที่สามารถจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสมาคมกีฬาในประเทศไทยได้ และได้รับการลงนามอนุมัติอย่างเป็นทางการจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในวันที่ 17 ตุลาคม 2560 ทำให้ไทยสามารถส่งผู้เข้าแข่งขันอีสปอร์ตในนามทีมชาติไทยอย่างเป็นทางการได้ ในรายการแข่งขันอีสปอร์ตระหว่างประเทศต่าง ๆ ] โดยการเห็นชอบดังกล่าวได้มองในมุมของการแข่งขันหรือกีฬา ว่าเป็นคนละส่วนกันกับปัญหาการติดเกม คล้ายกับที่เคยรับรองสนุกเกอร์ว่าเป็นกีฬา โดยมองว่าเป็นคนละส่วนกับการที่โต๊ะสนุกเกอร์อาจเป็นแหล่งมั่วสุมของเยาวชน ก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายน 2560 คณะกรรมการโอลิมปิกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้ให้การรับรองอีสปอร์ตในลักษณะเดียวกัน

 

สิ่งที่ได้รับจากการเป็นนักกีฬา E-sports

1. เงิน  เนื่องจากปัจจุบัน กีฬา E-Sports ในไทยมีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และแน่นอนในตอนนี้มันได้กลายเป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง นักกีฬา E-Sports ที่มีฝีมือดี จะได้รับเงินรางวัลจากการแข่งขันในแต่ละปี เฉลี่ยแล้ว ประมาณ30,000-100,000 บาท ต่อคน/ต่อปี ขึ้นอยุ่กับผลงานในการแข่งขันในรายการต่างๆ นอกจากนี้ยังได้รับเงินสนับสนุนจาก สปอนเซอร์ของทีมอีกต่างหาก ยกตัวอย่างทีม Axis Esports เราได้รับเงินสนับสนุนจากบริษัท GIGABYTE Technology co,.LTD ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์รายใหญ่ของโลก จากประเทศไต้หวัน  โดยนักกีฬาแต่ละคนจะได้รับเงินเดือน เงินค่าเดินทางไปแข่งขันทั้งในประเทศ และต่างประเทศทั่วโลก ซึ่งก็ถือว่าเป็นเงินจำนวนมากเลยล่ะ สำหรับนักกีฬาในทีมที่ส่วนใหญ่ยังอยุ่ในวัยศึกษาเล่าเรียน ทั้งมัธยมปลายและมหาวิทยาลัย เรียกว่าเป็นงานพาร์ทไทม์ฺที่รายได้ดีมากๆทีเดียว  ซึ่งถ้าเราไม่ได้ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายจนเกินไป สามารถนำเงินตรงนี้มาเป็นทุนการศึกษาได้สบาย

 

2. ชื่อเสียง   นักกีฬาที่มีฝีมือดี และวางตัวได้ดี จะมีชื่อเสียงอย่างมากในวงการ E-Sports รวมไปถึงวงการคอมพิวเตอร์ด้วย  โดยสิ่งที่จะตามมาก็คือ การได้เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับบริษัทห้างร้านต่างๆ ส่วนมากจะเป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เช่นบริษัท GIGABYTE ซึ่งเป็นผู้ผลิตเมนบอร์ดสำหรับการเล่นเกมรายใหญ่ของโลก บริษัท Sennheiser ผู้ผลิตหูฟังสำหรับการเล่นเกมระดับ Hi-end หรือแม้กระทั่งร้าน อินเตอร์เนตต่างๆ ที่เข้ามาสนับสนุนเกี่ยวกับสถานที่ซ้อมของทีม  สิ่งที่บริษัทเหล่านี้ต้องการคือ นักกีฬาที่เป็น Idol ของเยาวชนคนทั่วไป โดยชื่อเสียงของนักกีฬาเหล่านี้ จะช่วยพัฒนาแบรนด์ของบริษัท รวมไปถึงส่งเสริมการขายสินค้า  ดูไปดูมาก็ไม่ต่างกับดาราเลยใช่มั้ย แล้วก็ยังมีในส่วนแฟนคลับของทีม หรือตัวบุคคล ซึ่งให้การสนับสนุนและคอยตามไปเชียร์ในทุกๆการแข่งขัน  สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดในหัวข้อนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับการทำงานในอนาคตด้วย เพราะที่เราทำอยุ่ตอนนี้ ก้ถือว่าเราได้เริ่มทำงานบริษัทกันแล้ว

3. การเล่นเกมอย่างถูกวิธี   ก็คือการแบ่งเวลาได้อย่างพอเหมาะ  ถือเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับนักกีฬา เพราะนอกจากเราจะต้องฝึกซ้อมและแข่งขันแล้ว  เรายังมีภาระหน้าที่อื่นๆที่สำคัญ เหนื่อสิ่งอื่นใดสำหรับเยาวชน นั่นก็คือการเรียน ประเด็นมันอยุ่ตรงนี้ เพราะหลายๆคนกำลังประสบปัญหาการติดเกมส์ คือเล่นทั้งวันทั้งคืน ทำให้เกิดความเสียหายกับตัวเอง จริงๆแล้วการจะประสบความสำเร็จใน E-Sports ไม่จำเป็นต้องใช้เวลามากขนาดนั้น ยกตัวอย่างทีมAxis Esports เราได้แบ่งเวลาการฝึกซ้อมในแต่ละวัน วันละ 4 ชั่วโมง คือตั้งแต่ 2 ทุ่มถึงเที่ยงคืน วันจันทร์ถึงพฤหัส  ซึ่งก้คือ 4 ชั่วโมงต่อวัน 4 วันต่อสัปดาห์  ส่วนเวลาที่เหลือเราก็ใช้ไปกับการเรียน การพักผ่อน ให้เวลากับครอบครัว

ประวัติและประโยชน์ของกีฬา ฟุตบอล

กีฬา ฟุตบอล

กีฬา ฟุตบอล โลก หรือ ฟุตบอลโลกฟีฟ่า (FIFA World Cup) เป็นการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศ โดย ฟุตบอลโลก เริ่มครั้งแรกในปี ค.ศ.1930 (พ.ศ.2473) สำหรับผู้ริเริ่มให้มีการแข่งขัน ฟุตบอลโลก ครั้งแรกคือ จูลส์ ริเมท์ (Jules Rimet) เป็นชาวฝรั่งเศส โดยได้เสนอในที่ประชุมของประเทศสมาชิกสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ เมื่อปี ค.ศ.1902 (พ.ศ.2445) แต่กว่าจะลงตัวและเริ่มจัดขึ้นจริง ๆ คือปี ค.ศ.1930 ซึ่งประเทศที่ได้เกียรติเป็นเจ้าภาพ ฟุตบอลโลก ครั้งแรกได้แก่ ประเทศอุรุกวัย โดยมีประเทศที่เข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 13 ชาติ และประเทศอุรุกวัยก็คว้าแชมป์โลกไปครองได้สำเร็จ ด้วยการเอาชนะประเทศอาร์เจนตินาไป 4-2 ประตู ทั้งนี้ เพื่อเป็นเกียรติแด่ จูลส์ ริเมท์ ถ้วยรางวัลชนะเลิศจึงใช้ชื่อ “ถ้วยจูลส์ ริเมท์”

จากนั้นก็มีการจัดการแข่งขัน ฟุตบอลโลก ต่อเนื่องมาทุก 4 ปี โดยครั้งที่ 2 จัดขึ้นในปี ค.ศ.1934 (พ.ศ.2477) ที่ประเทศอิตาลี ผลปรากฏว่าทีมเจ้าภาพก็คว้าแชมป์โลกไปครองได้อีก ด้วยการเอาชนะประเทศเชโกสโลวาเกีย ส่วนครั้งที่ 3 จัดขึ้นในปี ค.ศ.1938 (พ.ศ.2481) ที่ประเทศฝรั่งเศส แต่ประเทศอิตาลียังยอดเยี่ยมคว้าแชมป์โลกไปครองได้อีกสมัย แต่หลังจากฟุตบอลโลกครั้งที่ 3 การแข่งขันต้องหยุดชะงักไป 12 ปี (ค.ศ.1942, 1946) เนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้มาเริ่มแข่งขันครั้งที่ 4 ในปี ค.ศ.1950 (พ.ศ.2493) โดยประเทศบราซิลรับเป็นเจ้าภาพ ท่ามกลางความขัดแย้งของหลาย ๆ ชาติ เนื่องจากควันหลงจากสงครามโลกนั่นเอง

ต่อมาในปี ค.ศ.1970 (พ.ศ.2513) ประเทศบราซิลได้คว้าแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 3 จึงได้สิทธิ์ครอบครอง ถ้วยจูลส์ ริเมท์ (ซึ่งภายหลังได้ถูกขโมยไป) ทางสมาชิกสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติจึงได้จัดทำถ้วยรางวัลขึ้นมาใหม่ โดยใช้ชื่อว่า “ถ้วยฟีฟ่า” ทำด้วยทองคำ มีความสูง 36 เซนติเมตร มูลค่าประมาณ 4 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ และใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน ในปี ค.ศ.1982 (พ.ศ.2524) ซึ่งเป็นการแข่งขันฟุตบอลโลก ครั้งที่ 12 ทางสมาชิกสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติได้ปรับเปลี่ยนจำนวนทีมเข้าแข่งขันจากเดิม 16 ทีม เป็น 24 ทีม และในปี ค.ศ.1998 (พ.ศ.2541) ต่อมาก็เพิ่มจาก 24 ทีมเป็น 32 ทีม เนื่องจากฟุตบอลเริ่มได้รับความนิยมไปแพร่หลายทั่วโลก แต่ละประเทศมีการพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาก จึงน่าจะมีทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายมากขึ้นตามไปด้วย จนได้ชื่อว่าเป็นการแข่งขันกีฬาที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก

ประโยชน์ของกีฬาฟุตบอล

  • เป็นกีฬาที่ช่วยฝึกฝนให้ผู้เล่นมีไหวพริบที่ชาญฉลาดและแก้ปัญหาอย่างฉับพลันได้ดี
  • ช่วยทำให้ระบบต่างๆภายในร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขั้น เช่น ระบบกล้ามเนื้อ ระบบการหายใจ ระบบขับถ่าย ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น
  • ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ช่วยส่งเสริมกิจกรรมที่รวมการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของมนุษย์เกือบทุกชนิด เช่น การวิ่งหลบหลีก หลอกล่อ การแย่ง การรับ การส่ง การกระโดด การเตะ ตลอดจนการใช้เท้าให้สัมพันธ์กับสายตาด้วย
  • ฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีกฏ กติกา ผู้เล่นต้องเคารพและปฏิบัติตามกฏ กติกาการแข่งขัน ดังนั้นการเล่นฟุตบอล ช่วยสอนให้ผู้เล่นรู้จักความยุติธรรม ปฏิบัติตนให้อยู่ในขอบเขตอันพึงควรกระทำ  สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ให้รู้จักการเคารพสิทธิของผู้อื่น มีความอดกลั้น อดทน  ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
  • ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ส่งเสริมให้เกิดความรักใคร่สามัคคีในหมู่คณะ
  • สำหรับผู้เล่นฟุตบอลที่ดีย่อมมีโอกาสได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของชาติ ยังเป็นหนทางที่ทำให้คนรู้จัก อันเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงอีกทางหนึ่งด้วย
  • ปัจจุบันผู้เล่นมีความสามารถสูงยังมีสิทธิได้เข้าศึกษาต่อระดับสูงบางสาขา

 

ความเป็นมาของ กีฬาพื้นบ้าน

กีฬาพื้นบ้าน

ความเป็นมาของกีฬาพื้นบ้าน

ในอดีตมีกีฬาพื้นบ้านต่างๆให้เล่นมากมายตั้งแต่รุ่นก่อนๆจนกระทั่งถึงรุ่นปัจจุบันก็ยังมีให้เห็นอยู่ซึ่งแต่ก็น้อยกว่าในสมัยก่อนมากเพราะสมัยปัจจุบันมีเทคโนโลยีเข้ามามากจึงทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยได้เล่นกันนัก ดังนี้นวันนี้เราจะมาให้ความรู้สำหรับผู้ที่ไม่เคยรู้จักกีฬาพื้นบ้านกันว่าสมัยก่อนมีกีฬาพื้นบ้านอะไรกันบ้าง ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ

เดินกะลา

ผู้เล่น

               เดี่ยว แต่ละทีมส่งได้ไม่เกิน 2 คน

อุปกรณ์

  1. ระยะทาง 30 เมตร หรือวิ่งอ้อมหลักก็ได้
  2. ลูกมะพร้าวผ่าครึ่งทั้งเปลือก เพื่อป้องกันการแตกชำรุด เจาะรูร้อยเชือกและตัดส่วนผ่าศูนย์กลางกว้างไม่เกิน 4 นิ้ว เพื่อเป็นที่วางเท้าหรือคีบสายเชือก
  3. ความยาวของเชือกเมื่อผูกปมกะลาแล้วให้มีความยาวสูงถึงอกของนักกีฬา

วิธีเล่น

  1. ให้นักกีฬายืนบนกะลา จับเชือก ยืนหลังเส้นเตรียมพร้อมที่จะแข่งขัน
  2. เมื่อได้ยินสัญญาณจากกรรมการ ให้เดินหรือวิ่งให้ถึงเส้นชัย

กติกา

  1. ผู้เล่นคนใดตกจากกะลาหรือเชือกหลุด ขาด ต้องออกจากการแข่งขัน
  2. ให้มีกรรมการตัดสิน 1 คน ทำหน้าที่ควบคุมการเล่น และตัดสินผลการแข่งขัน

 

กีฬาแย้ลงรู

ผู้เล่น

               แยกเพศชาย หญิง ประเภทเดี่ยว ทำการแข่งขันประกอบด้วยผู้เล่นจำนวน 4 ทีม

อุปกรณ์การเล่น

  1. เชือกขนาด 1 นิ้ว ผูกชายออก 4 เส้น ทำเป็นห่วงสำหรับสวมที่เอวของผู้แข่งขัน ยาว 3 เมตร
  2. ธงเล็กๆ พร้อมกับปัก จำนวน 4 ธง ห่างจากธง 2 เมตร

วิธีเล่น

  1. ให้ผู้เล่นทั้ง 4 คน ไปยืนที่จุดและสวมห่วงที่เอว ด้านละ 1 คน ให้ผู้เล่นหันหน้าไปที่ธงปักไว้ ต่างคนต่างคุกเข่าลงหรือคลานโน้มตัวไปข้างหน้าพอให้เชือกตึง อนุญาตให้ใช้มือจับเชือกได้ 1 ข้างเท่านั้น เพื่อป้องกันเชือกหลุด
  2. เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณเริ่มเล่น ให้ผู้เล่นออกแรงดึงโดยใช้ท้องดึงเชือก พยายามคลานออกไปจับธงให้ได้
  3. ผู้เล่นคนใดคว้าธงได้ก่อนเป็นผู้ชนะ

กติกา

  1. ให้เชือกอยู่ในระดับเอวเท่านั้น และจะใช้ท่าใดก็ได้
  2. ใช้มือจับเชือกที่เอวได้ด้วยมือข้างเดียว ถ้าใช้ 2 มือ จับจะถือว่าแพ้
  3. มีกรรมการทำหน้าที่ควบคุมการเล่นและตัดสิน อย่างน้อย 1 คน

 

วิ่งสวมกระสอบ

ผู้เล่น

                ผู้เล่นได้ทุกเพศทุกวัย

อุปกรณ์การเล่น

กระสอบข้าวขนาดใหญ่ เท่ากับจำนวนผู้เล่น สนามเล่นระยะทางวิ่ง 30 เมตร

วิธีการเล่น

  1. วางกระสอบไว้หลังเส้นเริ่ม ผู้เล่นยืนเตรียมพร้อมในท่าตรง
  2. เมื่อได้ยินสัญญาณเริ่มเล่น ให้ผู้เล่นทุกคนรีบสวมกระสอบแข่งขัน มือจับที่ปากกระสอบแล้วให้วิ่งหรือกระโดดไปที่เส้นชัย
  3. ผู้เล่นคนใดถึงเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะ
  4. บางครั้งอาจจะเป็นการแข่งขันวิ่งอ้อมหลักวิ่งกลับเข้าเส้นชัยที่เส้นเริ่มต้นก็ได้

กติกา

  1. ผู้เล่นจะต้องสวมกระสอบอยู่ตลอดเวลา โดยวิ่งหรือกระโดดภายในกระสอบ
  2. ถ้ากระสอบหลุดจากมือ จะต้องหยุดแล้วให้ดึงกระสอบขึ้นโดยเร็ว แต่ต้องไม่ให้เท้าหลุดจากกระสอบ
  3. ผู้เล่นถึงเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะและหากมีการฝ่าฝืนจะถือว่าแพ้

 

ขาโถเก้า

ผู้เล่น

               สามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย

อุปกรณ์

  1. ไม้ไผ่มีกิ่งหรือขั้นสำหรับใช้เท้าเหยียบได้ สูงจากพื้น 30 เซนติเมตร
  2. ความสูงของไม้ไผ่จากกิ่งไผ่หรือที่เท้าใช้เหยียบสูงขึ้นมาเท่ากับศีรษะของนักกีฬา หรือ 1.70 เมตร รวมไม้ไผ่ยาวทั้งสิ้น 2 เมตร จำนวน 1 คู่ (ห้ามใช้ไม้ทำการเจาะรูหรือใช้ไม้อื่น เป็นที่เหยียบหรือวางเท้าโดยเด็ดขาด)

วิธีเล่น

  1. ผู้เล่นถือไม้ทั้งคู่ ยืนที่พื้นเตรียมพร้อมที่หลังเส้นเริ่ม
  2. เมื่อได้ยินสัญญาณเล่นให้ทุกคนขึ้นเหยียบกิ่งไม้ หรือขึ้นที่กิ่งยื่นออกมา มือทั้งสองจับไม้ให้มั่นและแข่งกันไปยังเส้นชัย
  3. ผู้เล่นคนใดไปถึงเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะ

กติกา

  1. ขาโถเก้าจะต้องมีขนาดและความสูงตามกติกา
  2. ขณะเดิน ผู้เล่นคนใดตกจากไม้ระหว่างทางจะถือว่าแพ้ต้องออกจากการแข่งขัน
  3. ให้มีกรรมการผู้ตัดสิน และควบคุมการเล่นอย่างน้อย 1 คน

 

ตีไก่

ผู้เล่น

               เล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทุกเพศทุกวัย

อุปกรณ์

ไม่มี

วิธีเล่น

  1. ให้ผู้เล่นนั่งยองๆ ภายในวงกลมเอาแขนทั้งทั้งสองข้าง สอดจับมือกันไว้ที่ใต้ขาพับให้แน่น
  2. เมื่อได้ยินสัญญาณเริ่มเล่น ให้ผู้เล่นแต่ละคนชนคู่ต่อสู้โดยใช้ด้านข้างลำตัวฝ่ายใดล้มหรือมือหลุดจากกันหรือลุกขึ้นยืนหัวเข่าเกินฉาก หรือ 90 องศา ถือว่าแพ้ต้องออกจากการแข่งขัน
  3. ผู้ใดสามารถชนคนอื่นให้ล้มลงหรือมือหลุด จนเหลือเพียงคนเดียวคนนั้นถือเป็นผู้ชนะ

กติกา

  1. ผู้เล่นที่ถูกชนล้มลงหรือมือหลุดถือว่าตาย ต้องออกจากการแข่งขัน
  2. ผู้เล่นต้องอยู่ภายในเขตวงกลมที่กำหนดให้ ถ้าออกนอกเขตถือว่าตายต้องออกจากการแข่งขัน
  3. ในการแข่งขันมีกรรมการตัดสินและควบคุมการเล่นอย่างน้อย 1 คน

 

เตะปีบไกล

ผู้เล่น

               สามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย

อุปกรณ์

ปีบที่เปิดฝาบนไว้ ให้เพียงพอกับการแข่งขัน ป้ายปักและเทปวัด

วิธีการเล่น

  1. นักกีฬาติดหมายเลขลงทำการแข่งขัน โดยให้เตะปีบ จำนวน 2 ครั้ง หรือ 2 ลูก โดยวัดเอาลูกทีไกลที่สุดเป็นสถิติเข้ารอบในรอบชิงชนะเลิศ จะไม่เอาสถิติรอบคัดเลือกไปเกี่ยวข้อง
  2. ทำการแข่งขันคัดเลือกเข้ารอบชิงชนะเลิศ จำนวน 5 คน ของแต่ละรุ่นโดยให้เตะคนละ 2 ครั้ง
  3. ผู้เล่นคนใดเตะได้ไกลที่สุด ด้วยวิธีการใดก็ได้เป็นผู้ชนะแต่ละรุ่น

กติกา

  1. ปีบต้องมีความหนาหรือมีน้ำหนักเท่ากัน
  2. ต้องไม่เป็นปีบแตกหรือบุบ บู้บี้ จนเกินไป ให้อยู่ในดุลพินิจของกรรมการผู้ตัดสิน
  3. การเตะไปครั้งแรกให้ปักป้ายสัญลักษณ์ไว้ก่อน เมื่อเตะไปครั้งที่ 2 แล้วดูว่า ครั้งไหนไกลกว่ากัน ให้วัดครั้งที่ไกลที่สุด ครั้งเดียวเป็นสถิติ
  4. มีกรรมการผู้ตัดสินอย่างน้อย 2 คน

 

มวยทะเล

ผู้เล่น

                เล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป

อุปกรณ์

  1. นวม
  2. ไม้หมากหรือเสากลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 6-7 นิ้ว มีความยาว 3-4 เมตร

วิธีการเล่น

  1. เล่นครั้งละ 2 คน สวมนวมทั้ง 2 ข้าง ปีนขึ้นไปนั่งคร่อมลักษณะขี่ม้าบนเสาไม้พาด ให้แต่ละคนนั่งห่างจากจุดกลางของเสาไม้พาด ประมาณ 1 เมตร หันหน้าเข้าหากัน และพยายามนั่งทรงตัวอยู่บนเสาไม้พาดให้ได้
  2. กรรมการจะให้สัญญาณเริ่มเล่น ผู้เล่นทั้ง 2 คน จะต้องเขยิบเข้าหากันแล้วต่างชกต่อยกัน เช่นเดียวกับการชกมวยโดยทั่วไป เพื่อทำให้คู่ต่อสู้ตกจากไม้พาด
  3. ผู้เล่นคนใดสามารถชกต่อยให้อีกฝ่ายหนึ่ง ตกลงจากเสาไม้พาดได้ถือว่าเป็นผู้ชนะ ในครั้งเดียว
  4. รอบรองชนะเลิศหรือรอบ 4 คนสุดท้าย ให้ทำการแข่งขัน ชกเอาผลการแข่งขัน 2 ใน 3 ยก จนถึงรอบชิงชนะเลิศ

 

วัวเทียมเกวียน

ผู้เล่น

                ทีมๆละ 3คน ส่งเข้าแข่งขันได้ชุมชนละไม่เกิน จำนวน 2ทีม

อุปกรณ์

ไม่ใช้

วิธีการเล่น

  1. ผู้เล่นแต่ละทีมต้องไปยืนอยู่หลังเส้นเริ่ม ให้ผู้เล่น 2คน จับมือกันคนละข้าง คนหนึ่งใช้มือซ้าย และอีกคนหนึ่งใช้มือขวา หันหน้าไปทางเส้นชัย เป็นเกวียน อีกคนเป็นคนขี่โดยใช้ขาข้างใดก็ได้ที่ถนัดก้าวพาดแขนของเกวียนให้ยืนด้วยขาข้างเดียว มือทั้ง 2 จับที่บ่าของเพื่อนทั้ง 2 คน
  2. เริ่มเล่นโดยผู้ตัดสินให้สัญญาณทุกทีมก็เริ่มออกวิ่งตามไปเพียงขาข้างเดียว ตลอดเส้นทางทีมใดไปถึงเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะ
  3. ถ้ามีทีมใดมือหลุดจากกันหรือล้ม ถือว่าเป็นผู้แพ้

กติกา

  1. ต้องให้คนขี่ ขี่ให้เรียบร้อยก่อนเกวียนจึงจะออกวิ่งได้
  2. คนขี่ไม่วิ่งหรือถูกลากไปถือว่าแพ้
  3. การแพ้ชนะเป็นหน้าที่ของผู้ตัดสินอย่างน้อย 1 คน
  4. นักกีฬาหากมีทีมเข้าแข่งขันจำนวนมากจะมีรอบคัดเลือก

 

วิ่งเปี้ยว

ผู้เล่น

                สามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย โดยแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย มีผู้เล่นจำนวน 10 คน แบ่งเป็น ชาย 5 คน หญิง 5 คน หรือมีผู้ชายได้ไม่เกิน 5 คน ยืน วิ่ง สลับกันชายหญิง

อุปกรณ์

  1. ใช้ผ้าขนหนูเล็ก จำนวน 2 ผืน
  2. เสาหลักขนาดเท่าเสาเรือน 2 เสา ห่างกัน 10 เมตร

วิธีการเล่น

  1. ผู้เล่นทั้ง 2 ทีม ต้องยืนเป็นแถวเรียงหนึ่งอยู่ด้านหลังของเสาฝ่ายละต้น เยื้องมาทางด้านขวาของเสาเล็กน้อยหันหน้าเข้าหากัน ผู้เล่นคนแรกอยู่หัวแถวเป็นผู้ชายก่อน ให้ถือผ้าไว้ด้วยมือที่ถนัด
  2. เมื่อกรรมการให้สัญญาณเริ่มเล่น ให้ผู้เล่นคนแรกของทั้งสองฝ่ายออกวิ่งมายังเสาของฝ่ายตรงข้าม แล้ววิ่งอ้อมเสาทางซ้ายมือ วิ่งกลับมายังเสาเดิมของตนเอง
  3. พอวิ่งมาถึงเสาของตน ก็ส่งผ้าให้ผู้เล่นคนต่อไป ส่งกันเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไล่ใช้ผ้าตีทีมตรงข้าม ได้เมื่อส่งผ้าให้เพื่อนแล้ววิ่งต่อท้ายแถว
  4. ต่างฝ่ายต่างวิ่งให้เร็วที่สุด จะวิ่งกี่รอบก็ได้จนกว่าทีมใดใช้ผ้าตีฝ่ายตรงข้ามได้ จึงเป็นฝ่ายชนะ
  5. ขณะฝ่ายตรงข้ามกำลังวิ่งผ่านเสาของเราให้ยืนห่างจากเสาให้วิ่งผ่านไป ระยะห่าง 1.5 เมตร แล้วจึงขยับไปรอรับผ้าด้านหลังเสาเท่านั้น

กติกา

  1. ผู้เล่นแต่ละฝ่ายต้องละฝ่ายต้องรับผ้าในแนวหลังของเสานั้น จะรับหน้าเสาไม่ได้
  2. หากผ้าตกขณะส่งรับ ให้ผู้ส่งเก็บส่งให้แล้วเสร็จ หรือถือวิ่งแล้วตกก็ให้เก็บวิ่งต่อไปได้ด้วยตนเอง
  3. การรับส่งผ้าต้องมือต่อมือเท่านั้น
  4. ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามต้องไม่ขวางทางวิ่ง คู่ต่อสู้
  5. ผู้เข้าแข่งขันฝ่าฝืนกติกาจะถือว่าแพ้

 

ชักคะเย่อ

ผู้เล่น

               หนึ่งทีมมีผู้เล่น 10 คน แยกเป็นเพศชาย 5 คน เพศหญิง 5 คน หรือให้มีผู้ชายได้ไม่เกิน 5 คน

อุปกรณ์

เชือกเส้นโตยาว 20 เมตร

วิธีการเล่น

  1. การเล่นให้ผู้เล่นจับอยู่ในบริเวณที่กำหนดห้ามจับเชือกเกินเขตให้รวมนักกีฬา 10 คน
  2. เมื่อกรรมการให้สัญญาณเริ่มเล่น ผู้เล่นทั้ง 2 ทีม ดึงเชือกให้เครื่องหมายของฝ่ายตรงข้ามเข้ามาถึงเขตของตน ถือว่าเป็นฝ่ายชนะ

กติกา

  1. การแข่งขันรอบคัดเลือก ใช้การแข่งขันครั้งเดียว ผู้ชนะเข้ารอบต่อไป
  2. รอบ 4 ทีมสุดท้าย ใช้ผลการแข่งขัน 3 ใน 3 เกม ทีมใดชนะเข้ารอบชิงชนะเลิศ
  3. การแข่งขันจะต้องแข่งขันพร้อมกันทุกทีมในรอบนี้
  4. อนุญาตให้มีผู้ฝึกสอนเข้าได้ 1 คน เท่านั้น
  5. หากทีมใดทำผิดกติกาถือว่าแพ้
  6. การตัดสินให้อยู่ในการควบคุมของกรรมการเท่านั้น

 

สะบ้าทอยคู่ (แข่งขันเดี่ยว)

ผู้เล่น

           ให้แต่ละทีมส่งผู้เล่นหรือแข่งขันได้ทีมละไม่เกิน 2 คน

อุปกรณ์

  1. ลูกสะบ้าทอย คนละ 3 ลูก
  2. ลูกสะบ้าตั้ง คนละ 2 ลูก
  3. ลูกสะบ้าตั้งห่างกัน 7 เซนติเมตร
  4. สะทอยตั้งห่างกัน 10 เมตร

วิธีการเล่น

  1. ผู้เล่นทั้ง 2 ฝ่ายใครชนะการเสี่ยงให้เลือกเล่นก่อนหลัง ผู้เล่นจะถือลูกสะบ้าคนละ 3 คน แล้วไปยืนอยู่หลังเส้นเริ่มหรือหลังสะบ้าตั้งหันหน้าเข้าหากัน
  2. ผู้เริ่มเล่นก่อนให้โยนให้ถูกสะบ้าตั้งของคู่แข่งขันให้ล้ม 1 ลูกเท่านั้น แล้วโยนโต้กลับไปกลับมา ผลแพ้ชนะ อยู่ที่ว่าใครหมดก่อนกัน โดยโยนแล้วไม่ถูกลูกสะบ้าตั้งถือว่าแพ้ 1 กระดาน
  3. ต่อไปเริ่มเล่นโดยแบ่งลูกสะบ้ากันใหม่อีกคนละ 3 ลูกเท่าเดิม ฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ได้เล่นก่อน เรียกว่ากระด้านแก้โยนโต้กลับไปมาจนกว่าจะรู้แพ้รู้ชนะกันหากใช้ผลการชนะ 2 ใน 3 เกม ทีมใดชนะ 2 กระดาน ให้เข้าแข่งขันรอบต่อไป

กติกา

  1. ผู้เล่นแต่ละคนต้องยืนทอยหลังเส้นเริ่มหรือหลังลูกสะบ้าตั้งคู่แข่งขัน
  2. การทอยจะทอยลูกสะบ้าตั้งลูกใดก่อนก็ได้
  3. การโยนลูกสะบ้าจนกว่าจะหมด ใครหมดก่อนแพ้
  4. ผู้ชนะใช้ผลการแข่งขัน 2 ใน 3 เกม
  5. หากมีลูกสะบ้าตั้งมีการเลื่อน เฉ เอียง ให้จัดตั้งวางใหม่
  6. หากกโยนลูกสะบ้าตั้ง 2 ลูกพร้อมกันถ้าว่าเน่าแพ้ 1 กระดาน
  7. การแข่งขันอยู่ในการควบคุมของผู้ตัดสิน

 

สะบ้ายิงหรือสะบ้าปั่น

ผู้เล่น

               ทีมละ 5 คน ไม่จำกัดเพศ สามารถเปลี่ยนตัวนักกีฬาได้ ก่อนส่งรายชื่อนักกีฬาเข้าแข่งขัน

อุปกรณ์

  1. ลูกสะบ้าตั้ง จำนวน 5 ลูก แต่ละลูกห่างกัน 50 เซนติเมตร
  2. ลูกสะบ้ายิงคนละ 5 ลูก
  3. จุดนั่งยิงด้วยเข่าห้ามเกินเส้น ห่างจากลูกสะบ้าตั้ง 3 เมตร

วิธีการเล่น

  1. ให้ผู้เล่นแต่ละทีมส่งเข้าแข่งขันจับสลากลำดับการแข่งขัน แล้วทำการแข่งขันตามรายชื่อ ตามลำดับต่อไป
  2. ให้ทีมที่แข่งขันนั่งยิงทีละคน ๆ ละ 5 ลูก ให้ลูกสะบ้าตั้งล้ม 1 ลูกจะได้ 1 คะแนน นับคะแนนรวมกันทั้งหมด 5 คน จะได้คะแนนมากเข้าร่วมต่อไป
  3. รอบ 4 ทีมสุดท้าย ให้จับคู่แข่งขันดังนี้ ผู้มีคะแนนที่ 1 จับคู่แข่งขันกับทีมที่มีลำดับที่ 4 ใครมีคะแนนชนะเข้ารอบชิงชนะเลิศ ทีมที่มีคะแนนชนะที่ 2 และที่ 3 แข่งขันกัน ทีมใดได้คะแนนชนะเข้ารอบชิงชนะเลิศต่อไป

กติกา

  1. ผู้เล่นต้องมีลูกสะบ้ายิง 5 ลูก และมีลูกสะบ้าตั้งจำนวน 5 ลูก 5 ชุด เช่นกัน
  2. ทำการแข่งขันพร้อมกันนับคะแนนรวมกัน
  3. หากมีการยิงลูกสะบ้าแล้วลูกตั้งเอียง บิด ไม่ตรงจุดให้กรรมการจับตั้งจุดเดิมใหม่
  4. คะแนนรวมทีมใดได้มากเข้ารอบรองชนะเลิศ และเข้ารอบชิงชนะเลิศต่อไป
  5. การตัดสินของกรรมการถือเป็นการสิ้นสุดการแข่งขัน หากมีทีมใดไม่ปฏิบัติตามกติกาถือว่าเป็นทีมที่แพ้หรือถูกปรับแพ้

 

กีฬาสี มีไว้เพื่ออะไร

กีฬาสี

กีฬาสี มีไว้เพื่ออะไร

กีฬาสี เป็นกิจกรรมหรือการเล่นเพื่อความสนุกเพลิดเพลินหรือเพื่อผ่อนคลายความเคร่งเครียดทางจิต รวมไปถึงกิจกรรมปกติหรือทักษะที่อยู่ภายใต้กติกาซึ่งถูกกำหนดโดยความเห็นที่ตรงกันโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการพักผ่อน การแข่งขัน ความเพลิดเพลิน ความสำเร็จ การพัฒนาของทักษะ หรือหลายสิ่งรวมกัน กีฬาเป็นกิจกรรมที่ควบคู่กับการแข่งขัน และระบบคะแนน

จัดกีฬาสี เพื่ออะไร

กีฬาสีในโรงเรียนมีจุดประสงค์หลักเลยคือให้เด็กต่างห้องต่างชั้นเรียน ได้มีโอกาสมาทำกิจกรรมรวมกันนอกเหนือจากการเรียน เพื่อสร้างความสามัคคีในหมู่คณะในโรงเรียนมากขึ้น และสามารถช่วยให้เราเห็นพฤติกรรมของแต่ละบุคคล และรู้ลึกถึงธาตุแท้ของหลายๆคนเลยหละ ใครช่วยงานใครไม่ช่วยงานใครเรื่องมากน้อย ใครรับฟังใครไม่รับฟัง ต้องลองถามตัวเองดูด้วยนะว่าเป็นพวกไหน

ประโยชน์จากกิจกรรมกีฬาสี

  1. ความรอบคอบในการทำงาน
  2. รู้จักค่าของเงิน
  3. ความสามัคคีทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
  4. สอนให้เห็นคุณค่าของการเสียสละ
  5. เป็นคนมีความอดทนต่อความยากลำบาก
  6. ความระมัดระวังในขณะทำงาน
  7. เรียนรู้ที่จะแบ่งเวลา

ความยุติธรรมในกีฬา มีอะไรบ้าง


น้ำใจนักกีฬา

น้ำใจนักกีฬาเป็นทัศนคติที่มีความพยายามให้เกิดความยุติธรรมและอัธยาศัยไมตรีต่อเพื่อนร่วมทีมหรือคู่แข่ง จรรยาบรรณและความเป็นหนึ่งเดียว และชัยชนะ

น้ำใจนักกีฬาแสดงถึงความปรารถนาว่ากิจกรรมจะสนุกในตัวเอง แนวคิดที่รู้จักกันดีจากนักข่าวกีฬาชื่อ แกรนต์แลนด์ ไรซ์ ว่า “ไม่สำคัญว่าคุณจะชนะหรือจะแพ้ แต่สำคัญว่าคุณจะเล่นอย่างไร” และแนวคิดโอลิมปิกสมัยใหม่โดย Pierre de Coubertin ว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่การชนะ แต่เป็นการมีส่วนร่วม” ต่างเป็นคำพูดทั่ว ๆ ไปที่อธิบายแนวคิดนี้

การโกง

หลักสำคัญของกีฬาคือผลลัพธ์จะต้องไม่มีการกำหนดผลการแข่งขันไว้ก่อน ทั้งสองฝ่ายจะต้องมีโอกาสชนะเท่ากัน กฎจะต้องรับประกันว่าจะเกิดความยุติธรรมขึ้น แต่ผู้แข่งขันสามารถแหกกฎเพื่อเอาเปรียบได้
ผู้เข้าแข่งขันอาจเลือกโกงเพื่อให้ตนชนะ หรือเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายแอบแฝง การพนันผลการแข่งขันกีฬาสร้างแรงจูงใจให้เกิดการกำหนดผลการแข่งขันตายตัว (match fixing) ให้ผู้เข้าแข่งขันทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการ

การใช้ยาเพิ่มสมรรถภาพ

ธรรมชาติของการแข่งขันกีฬาส่งเสริมให้นักกีฬาเพิ่มสมรรถภาพของตนเองผ่านการใช้ยา หรือวิธีการอื่น ๆ เช่น เพิ่มปริมาตรของเลือดในร่างกาย
กีฬาหลายชนิดที่รับรองโดยคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ต้องนำไปทำโปรแกรมทดสอบ มองหารายชื่อยาต้องห้าม และสั่งพักหรือคว่ำบาตรผู้เข้าแข่งขันที่ตรวจพบสารต้องห้าม

ความรุนแรง

ความรุนแรงในกีฬาจะเกี่ยวกับการข้ามเส้นระหว่างการแข่งขันที่ยุติธรรมและความรุนแรงก้าวร้าวโดยตั้งใจ บางครั้งนักกีฬา โค้ช แฟนคลับ และพ่อแม่แสดงพฤติกรรมรุนแรงต่อคนหรือสถานที่ เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี ความโกรธ หรือการเฉลิมฉลองอย่างผิดวิธี การจลาจลนั้นมีอยู่ทั่วไปและเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดเวลาในการแข่งขันกีฬาทั้งในและระหว่างประเทศ

แต่ยังไงทางเราก็มองว่ากิจกรรมกีฬาสีเป็นเรื่องที่ควรสร้างสรรค์  ที่ควรทำกันอย่าง มีทิศทางพอสมควร ไม่ใช่เรื่องที่จัดกันเหมือนงานประจำวันที่เพียงแค่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เพื่อทำสิ่งอื่นต่อไป  เป็นเพียงแค่กิจกรรมประจำปีในปฏิทินการศึกษาของโรงเรียน

มีแง่มุมหลากหลายประเด็นเกี่ยวกับกิจกรรมกีฬาสีที่หลายคนกล่าวถึง เช่น..

ครูและผู้ปกครองจำนวนไม่น้อย..อาจมองว่าเป็นกิจกรรมที่พุ่มเฟือย

ครูและผู้ปกครองจำนวนไม่น้อย..อาจมองว่าเป็นกิจกรรมที่ทำให้เด็กเสียเวลาเรียน   

แต่ในขณะเดียวกันก็มีจำนวนไม่น้อยที่มองว่า..เป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรพัฒนา

ทางด้านสติปัญญา อารมณ์และสังคม เพื่อให้นักเรียนพร้อมด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต

ทุกอย่างจึงอยู่ที่การจัดการ..สมองซีกซ้ายและขวา..ถ้าหาจุดสมดุลเกิดกับเด็กได้

ทุกอย่างก็มีแต่รอยยิ้ม

แต่ถ้าไปถามความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับการจัดกีฬาสี  บางทีเราอาจเข้าใจ

ว่าทำไมคนบราซิลจึงตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อเก็บเงินไปเชียร์บอลโลกทุกสี่ปี กีฬาสีมันเป็น

อารมณ์ที่นักเรียนชั้นมัธยมปลายจำนวนมากใฝ่ฝันรอคอย..

          รอคอย..ที่จะแสดงออกในสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ในห้องเรียน

          รอคอย..ที่จะแสดงบทบาทการเป็นผู้นำ เป็นพี่ใหญ่ของน้องๆ

          รอคอย..ที่จะทดสอบการทำงานเพื่อก้าวจากวัยรุ่นไปสู่ผู้ใหญ่ต่อไป

          รอคอย..ที่จะสนุกกับเพื่อนๆ ชั้นมัธยมก่อนที่จะก้าวไปสู่อุดมศึกษา

ความมุ่งมั่นดังกล่าว จึงตามมาด้วยการทำงานที่จริงจังของเด็กบางกลุ่ม จนอาจส่งผลต่อคะแนนการเรียน การใช้จ่ายทางด้านการเงิน และความห่วงใยของผู้ปกครองเพราะลูกต้องออกไปทำกิจกรรมกับเพื่อนอยู่เกือบทุกวัน แม้ว่ากีฬาสีอาจมีเรื่องยุ่งๆ กวนใจให้ครูและผู้ปกครองอย่างมากมายก็ตาม แต่ก็เป็น

ความตั้งใจของเด็กไทยได้มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ตนเองฝัน..ด้วยเหตุนี้เรื่องกีฬาสีของแต่ละโรงเรียน..จึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้คนหลายคน หลายกลุ่ม ทั้งครู ผู้ปกครอง ชุมชน และนักเรียนมาร่วมคิดและทำกันเรื่องของการพัฒนาสมองคนกับการคุณภาพชีวิตของเด็กไทย ปล่อยให้ใครคนหนึ่งคน คนใดทำคนเดียวไม่ได้  ผมพูดจริงนะคะ ไม่ได้พูดเล่นนะจะบอกให้

© 2019 yiliangqm.com

Theme by Anders NorénUp ↑